ช่วงอายุ 25 เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต เรามักจะตั้งคำถามตัวเองเสมอแหละว่า ที่ผ่านมาเราเลือกผิดหรือเลือกถูก แล้วอนาคตเราจะเลือกทางไหนดี

“สับสน”

สับสนไม่พอ ยังเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น ๆ ให้น้อยใจเล่นอีก

คนที่เปลี่ยนสายงาน ก็จะเห็นเพื่อนที่จบคณะเดียวกับเรา ไปทำงานตามสายงานที่จบมา แล้วรู้สึกว่า “เออ เขากำลังไปได้ดีนะ”

“ดูชีวิตเขามีความสุขดีนะ”

“คงไม่ต้องว้าวุ่นใจแบบเรา”

แล้วก็ทำให้รู้สึกกังขากับการตัดสินใจของตัวเองขึ้นมาว่า

“เรากำลังทำอะไรอยู่”

“ถ้าเราทำงานตามที่จบมา อดทนทำไป ก็อาจจะเจริญรุ่งเรืองไปแล้วก็ได้”

ส่วนคนที่ทำงานตรงสาย ก็อาจจะมีความกังวลได้เหมือนกันว่า

“สิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่ มันใช่สิ่งที่ฉันอยากจะทำจริง ๆ หรือเปล่า”

แล้วก็มองคนที่เปลี่ยนสายงานไปว่า

“คนที่เขากล้าเปลี่ยนนี่ดีจังเลยนะ ได้ทำสิ่งที่อยากทำ”

เอ้า! อิจฉากันไปอิจฉากันมา

ทั้งที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะงาน A หรืองาน B ต่างก็มีข้อดีข้อเสียในแบบของมัน และเราเอามาเปรียบเทียบกันไม่ได้หรอก เพราะลักษณะงานมันไม่เหมือนกัน

แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ #ความรู้สึกของเรา ที่มีต่องานนั้นนั้นต่างหาก

เราจะเห็น Pattern การเดินทางของชีวิตได้ทั่วไป เช่น จบบัญชีมาทำงานธนาคาร จบกฎหมายมาสอบไปเป็นข้าราชการ

เห็นกันจนชินตา และพลางคิดไปว่า จบบัญชีมาก็ต้องทำงานบัญชีสิ ถึงจะ “ถูกต้อง”

ส่วนหนึ่งก็ใช่แหละว่าจบบัญชีมาก็ “ควร” ทำงานบัญชี

จะได้ใช้ความรู้ตัวเลขที่ร่ำเรียนมา

แต่ก็ไม่ได้ความว่า จบบัญชีจะ “ต้อง” ทำงานบัญชีเสมอไป

ความสนใจของคนเราเปลี่ยนได้ตลอดเวลา

แถมโอกาสที่เข้ามา ก็มีจังหวะของมัน

บางคนตามกระแส บางคนขวางกระแส

ทำกินเท่าที่ตัวเองมี หรือไขว่คว้าหาสิ่งอื่น

อยากทำตามหัวใจ แต่วันเวลาไม่อำนวย

มีสิ่งที่อยากทำเพื่อตัวเอง แต่ก็มีคนในครอบครัวต้องดูแล

ปัจจัยในชีวิตของแต่ละคน ไม่มีใครเหมือนกันเลย

แล้วจะเอาเกณฑ์ที่ไหนมาตัดสินว่า

ทางเลือกชีวิตที่แต่ละคนเลือกเดินกันไป คนไหนเลือก “ถูก” หรือ “ผิด”

อย่าไปเสียดายเลยว่า ตอนนั้นน่าจะทำอย่างนั้น อย่างนี้

ที่ผ่านมา มันก็ดีสุดเท่าที่มันจะดีได้อยู่แล้ว อย่าไปกังวลเลย

หายใจเข้าลึก ๆ แล้วก้าวต่อไป

“อดทน” หรือ “เปลี่ยนแปลง” ก็ยังไปข้างหน้าได้เหมือน ๆ กัน

อนาคตข้างหน้าที่คาดเดาไม่ได้ มันดูน่ากลัว

เหมือนจะต้องล่องเรือเข้าสู่ดินแดนลับแล ที่หมอกหนาทึบปิดบังไม่เห็นทางแต่ที่มันดูน่ากลัวอย่างนั้น ก็เพราะเราไม่กล้าเผชิญหน้ากับมันเท่านั้นแหละ

ฉะนั้นเชื่อมั่นในตัวเองเข้าไว้

จะเจออะไรก็ไม่รู้ แต่ก็จะสู้ สู้เพราะคิดไว้ก่อนว่าเราทำได้

มีปัญหาแบบไหนก็จะลงมือแก้ไข แก้ยากก็จะอดทน

แก้ไปนาน ๆ อดทนไม่ไหวแล้ว ก็ค่อยเปลี่ยนไปทำอย่างอื่น

I am the master of my fate, I am the captain of my soul. -ท่อนหนึ่งจากบทกวี Invictus โดย William Ernest Henley

“เธอคือผู้ถือหางเสือเรือแห่งโชคชะตาของเธอ”

อย่าได้ปล่อยมือจากหางเสือ

อย่าเมินหน้าหนีจากเส้นทางแห่งสายหมอกข้างหน้า

ยิ้มเข้าไว้ 🙂 แล้วมุ่งหน้าต่อไปอย่างเข้มแข็ง !

 

ขอบคุณแหล่งข้อมูลจาก : Low Cost Marketing

เรียบเรียงโดย : ลองลองดู.com