อย่าประมาท! กรรมจากการทำบาปด้วย “คำพูด”

0
1191

เพราะคนเรามักคิดว่ากรรมคือการกระทำ จึงไม่คิดว่าคำพูดจะเป็นกรรม และคน ส่วนมากมักจะคิดว่าดูนิสัยคนต้องดูที่การกระทำ ชอบนึกว่าคนปากร้ายมักใจดี ซึ่งขัดกับหลักพระธรรม คนปากร้ายชอบพูดบ่นด่ากระทบกระเทียบเสียดสี ก็เป็นอกุศลกรรมบถ

” วจีกรรม ” หรือการทำบาปด้วยคำพูดนั้น เป็นกรรมที่ผู้คนประมาทกันมากที่สุด

เพราะคนเรามักคิดว่ากรรมคือการกระทำ จึงไม่คิดว่าคำพูดจะเป็นกรรม และคน ส่วนมากมักจะคิดว่าดูนิสัยคนต้องดูที่การกระทำ ชอบนึกว่าคนปากร้ายมักใจดี ซึ่งขัดกับหลักพระธรรม คนปากร้ายชอบพูดบ่นด่ากระทบกระเทียบเสียดสี ก็เป็นอกุศลกรรมบถ ใจขณะนั้นเป็นอกุศล

กรรม หรือ การกระทำ ซึ่งทำได้ทั้งกรรมดี และกรรมชั่ว ทำดีหรือชั่ว ก็ทำได้ทั้ง 3 ทาง คือ ทางกาย วาจา (คำพูด) และใจ คือความคิด แสดงว่ากรรมไม่ได้หมายเพียง การกระทำทางกาย เท่านั้นเพราะ กรรมก็คือ เจตนาเจตสิกที่เกิดกับจิตที่เป็น กุศลจิต อกุศลจิต เป็นต้น ซึ่งเป็นผู้ละเอียดแล้ว ความประมาท คือ ขณะที่ไม่มีสติ ซึ่งสติ เป็นสภาพธรรมฝ่ายดีขณะที่ไม่มีสติ ที่ชื่อว่าความประมาท หมายถึง ขณะที่เป็นอกุศล ดังนั้น ขณะใดก็ตามที่เป็นอกุศลจิต ไม่ว่าจะมาก หรือ น้อย ชื่อว่าประมาทแล้วในขณะนั้น

ดังนั้น ขณะใดที่เป็นเพียงอกุศลจิต ในใจ ชื่อว่าประมาทแล้ว แม้ไม่ได้แสดงออกทางกาย วาจาเลย ดังนั้น กาย วาจาไม่ดี มีได้ ก็เพราะ อกุศลจิตที่เกิดขึ้นในจิตใจ เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้ประมาทโดยมาก แม้ไม่พูด ไม่ทำ ก็เกิดจากใจที่ประมาท เพราะฉะนั้น ความประมาทโดยมากจึงเกิดทางใจเป็นสำคัญ

ส่วนกรณี ปากร้ายใจดีนั้น หากเป็นการพูดในวจีทุจริต 4 คือ พูดเท็จ พูดคำหยาบ พูดส่อเสียด พูดเพ้อเจ้อ จะกล่าว่าเกิดจากจิตที่ดีไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น จะต้องเกิดจากจิตที่เป็นอกุศลจิต แตกต่างกับการกล่าวด้วยความหวังดี แต่ ด้วยคำพูดที่ดูเหมือนดุ แต่เกิดจากจิตเมตตา ซึ่งจะเป็นด้วยจิตอะไร อย่างไรนั้น รู้ได้ด้วย สติและปัญญาที่เ่กิดระลึกรู้ในขณะที่พูด หรือ ทำในขณะนั้น

ดังนั้น คนจะดู ดูที่การกระทำ ก็ต้องดูทั้งกาย วาจา และที่สำคัญ ใจของผู้นั้นเองที่จะรุ้ได้ ว่า เป็นกุศล หรือ อกุศล ขออนุโมทนา

         ยกตัวอย่าง บาปที่เกิดจากการใช้คำพูดใส่ร้าย หรือการกล่าวตู่ เช่นการพูดตัดสินว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ดีเลย แล้วผู้ฟังก็พากันเชื่อตามนั้น ทั้งที่บุคคลที่ถูกตัดสินหรือถูกกล่าวหานั้นอาจไม่เป็นตามที่คนผู้นั้นตัดสินหรือกล่าวหาต่อว่าไปแล้ว กรรมประเภทนี้ เวลาส่งผลก็ทำให้ตนเองได้รับการกระทำเช่นที่ตนเองเคยทำไว้นั่นเอง

วิธีแก้เพื่อชีวิตของเราจะได้บริสุทธิ์บริบูรณ์ขึ้น คือ ให้ทำใจนิ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ต้องวิพากษ์วิจารณ์ใคร เพราะตราบใดที่ยังไม่ได้พิสูจน์ให้เห็นจริง ก็ยังเชื่อไม่ได้ มิเช่นนั้นเราก็จะเข้ากลุ่มโดนไปกับเขาด้วย

หลักคิดเพื่อไม่ให้เราวิจารณ์ในทางไม่ดีของผู้คนต่าง ๆ ทำง่าย ๆ คือ ให้หมั่นมองความไม่ดีของตนเอง มุ่งแก้ข้อบกพร่องของเราเองให้มากที่สุด เพราะคนทุกคนก็ยังไม่หมดกิเลสต่างถูกกิเลสโลภ โกรธ หลง บังคับให้ทำชั่ว ทำผิดพลาดกันทั้งนั้น อย่าเอาความผิดพลาดบกพร่องของเราไปกระทบผู้อื่นให้มากนักเลย และเชื่อกฎแห่งกรรมที่ว่า เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว และเราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น ด้วยตัวเราเอง