วิถีชีวิตแบบหมู่บ้านจัดสรรในเมืองไทยทำให้เรามีชีวิตอยู่ในขอบเขตของที่ดินที่เขาตีตารางแบ่งให้ตามเงินที่เราลงไป อาจเป็น 25 ตารางวา 50 ตารางวา 100 ตารางวา ก็แบ่งกันไป

เมื่อซื้อบ้านจัดสรร หลังนี้ขนาด 50 ตารางวา หลังนั้น 60 ตารางวา ก็ถือเอาตัวเลขนั้นมากำหนดชีวิต

เราแบ่งกรอบอย่างชัดเจน ก่อรั้วสูง 2-3 เมตร บางหลังต่อเติมกำแพงเหล็กแหลมขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง บางบ้านฝังเศษแก้วแหลมคมไว้ป้องกันตัวเอง จนบางครั้งก็ดูไม่ออกว่ามันเป็นป้อมปราการหรือคุกกันแน่ ที่สำคัญจะให้กิ่งไม้ใบไม้ของบ้านหลังอื่นรุกล้ำน่านฟ้าของตนไม่ได้เด็ดขาด

ผมเคยมีประสบการณ์กิ่งไม้ใบไม้ของตนเองล้ำเข้าไปในเขตของเพื่อนบ้าน เพื่อนบ้านก็ตัดมันฉับ แล้วโยนข้ามรั้วกลับมา รสนิยมชีวิตไม่ตรงกันอย่างนี้ ก็ย้ายบ้านดีกว่า

นี่คือการใช้ชีวิต ‘จัดสรร’ ของเรา ถูกกำหนดด้วยขอบเขตที่เราสร้างขึ้นเอง หลายคนไม่สามารถชื่นชมกับใบไม้ที่โผล่หน้าจากบ้านอื่นเพราะ “มันไม่ใช่ของเรา”

ด้วยกรอบคิดแบบนี้ การทะเลาะข้ามรั้วไปจนถึงสงครามพิพาทเรื่องเขตแดนจึงไม่เคยจบสิ้น เพราะความยึดมั่นถือมั่นอยู่เหนือการเข้าใจสัจธรรมนี้

ความเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหลายเป็นเพียงมายาที่หลายคนเกาะยึดไว้จนตาย ขนาดตายไปแล้ว ในพิธีกงเต๊กลูกหลานยังส่งบ้าน รถยนต์ ไอแพด ไอโฟน ไปให้ใช้

เราไม่เคยเป็นเจ้าของโลกอย่างแท้จริง เราไม่เคยเป็นเจ้าของอะไรอย่างแท้จริง แม้แต่ร่างกายของเรา ‘ตัวกูของกู’ ก็เป็นการปรุงแต่งจากของที่ยืมมาทั้งสิ้น ทั้งชีวิตดิ้นรนหาที่ดินและสมบัติมากองเท่าภูเขา ตายเมื่อไร ก็เอาไปไม่ได้แม้แต่อะตอมเดียว

ชีวิตเราเป็นเพียงมายาอย่างหนึ่ง เมื่อไรที่ยึดมั่นถือมั่นว่านี่คือ “ตัวกู-ของกู” ก็อาจเจ็บตัวเจ็บใจได้ทุกขณะ มีลูกก็คิดว่าเราเป็นเจ้าของลูก มีคู่ก็คิดว่าเราเป็นเจ้าของอีกฝ่าย เพราะมันไม่ใช่การกอดของมีค่า แต่เป็นการกอดระเบิดเวลาไว้

ดังนั้น เมื่อเอ่ย “นี่เป็นที่ดินของเรา” หรือ “นี่เป็นของฉัน” อย่างภาคภูมิใจ ควรมีสติรู้ว่ามันเป็นเรื่องชั่วคราว โฉนดที่ดินที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นเพียงการยืมจากธรรมชาติ

การรู้เท่าทันว่า เราไม่เคยซื้ออะไรได้จริง ๆ ทุกอย่างเป็นการยืมหรือเซ้งจากธรรมชาติ เราไม่เป็นเจ้าของอะไรทำให้เราลดความยึดมั่นถือมั่นลง แต่มันไม่ได้ทำให้เราไร้ความสุข เพราะการเป็นเจ้าของวัตถุหรืออะไรก็ตามกับความสุขเป็นคนละเรื่องกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา : วินทร์ เลียววาริณ