อาชีพที่สองหรือการเพิ่มช่องรายรับ อาชีพที่สองหรือช่องทางรายได้มากกว่าทางเดียวที่จำเป็นต้องมี เพราะอะไร? นอกจากงานประจำที่มี ซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนในสมัยนี้ต้องคิดวางแผนไว้ เพราะแม้แต่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จโดยส่วนมากก็มีมากกว่าหนึ่งธุรกิจ แล้วคนทำงานเป็นลูกจ้างประจำล่ะทำไมจะต้องเสี่ยงมีช่องทางสร้างรายได้แค่ทางเดียว ถ้าอนาคตช่องทางรายได้นี้มีเหตุให้หายไป เช่นตกงาน หรือเกิดเหตุพลิกผันในชีวิตจะทำอย่างไร นั่นหมายความถ้ายังมีรายได้ช่องทางเดียวแสดงว่ากำลังเสี่ยงอย่างเลี่ยงไม่ได้

อาชีพที่สองหรือช่องทางรายได้มากกว่าทางเดียวที่จำเป็นต้องมี เพราะอะไร?

1. เสี่ยงที่ต้องได้ออกจากงาน สำหรับคนที่ทำงานประจำหรือลูกจ้างแล้ว มีรายได้ทางเดียว โอกาสเสี่ยงจะมีมาก เพราะไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เขาจะเลิกจ้าง แม้จะมีเงินเดือนที่สูง ตำแหน่งสูง แต่ถ้าหากเกิดวิกฤตขึ้นมา โอกาสได้ออกจากงานก็มี อีกทั้งงานบางอย่างเมื่ออายุมากขึ้นแล้วความเสี่ยงที่ต้องให้ออกก็มีมาก แม้แต่งานราชการก็ยังเสี่ยง อาจจะเกิดเหตุไม่คาดคิดที่ทำให้เกิดปัญหาจนต้องออกจากงานก็ยังมี ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราควบคุมไม่ได้ทั้งหมด

2. เสี่ยงเพราะตัวเลือกแรงงานมากขึ้น ข้อนี้ชัดเจน นักศึกษาจบใหม่มีเพิ่มขึ้นทุกๆปี ซึ่งเกินความต้องการของตลาดแรงงาน เพราะจำนวนผู้ประกอบการ หรือธุรกิจ ไม่ได้เพิ่มมาก อีกทั้งยังมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนแรงงานด้วย เพื่อลดต้นทุน สรุปง่ายๆว่าอยู่เฉยๆก็เสี่ยงแล้ว ยิ่งถ้าเป็นตำแหน่งที่มีความสำคัญน้อย ยิ่งเสี่ยงมาก ดังนั้นแล้วก็ควรมีช่องทางสร้างรายได้เสริม หรืออาชีพสำรองไว้

3. เสี่ยงจากอุบัติเหตุของชีวิต บางครั้งแม้จะมีอาชีพการงานที่ดี แต่อาจจะเกิดอุบัติเหตุในชีวิตขึ้นมาได้ แล้วกระทบกับงานประจำที่มีอยู่ ทำให้ไม่สามารถทำงานนั้นต่อได้ นั่นหมายความว่าอนาคตในงานนั้นได้หมดลงแล้ว แต่ถ้าคุณมีอาชีพสำรองไว้ หรือช่องทางสร้างรายได้อีกช่องทาง ก็จะช่วยได้มาก อีกอย่างแม้บางครั้งเหตุไม่คาดฝันไม่ได้เกิดขึ้นกับตัวเราเองแต่เกิดกับคนในครอบครัว ทำให้ต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม หรือต้องออกมาดูแลกัน ทำให้กระทบต่องานและรายได้ เช่น คนในครอบครัวเจ็บป่วย,ตกงาน,หรือเหตุผลอื่นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้นแล้วการมีช่องทางสำรอง หรือตัวเลือกอื่นๆ ซึ่งเป็นที่มาของรายได้ จึงช่วยได้มากทีเดียว

4. ความเสี่ยงจากปัจจัยอื่นๆในอนาคต เรื่องนี้อาจจะมีผลต่องาน หรือช่องทางรายได้หลักได้ เพราะไม่สามารถรู้แน่ชัดว่าในอนาคตนั้นจะมีอะไรเกิดขึ้น หรือเปลี่ยนแปลง จนทำให้กระทบต่องช่องทางรายได้หลัก แม้แต่คนทำธุรกิจเองก็เสี่ยง เช่น เทคโนโลยีเปลี่ยน ตัอย่างที่เห็นชัดเจนในตอนนี้คือ การค้าขายเปลี่ยนไป คนซื้อของออนไลน์ทำให้เจ้าของร้านที่มีหน้าร้านยอดขายลด กำไรหด ทำให้ต้องลดรายจ่าย…คงหนีไม่พ้นการลดแรงงาน นั่นหมายความว่าเริ่มกระทบเป็นวงกว้างมากขึ้น ขนาดบริษัทยักษ์ใหญ่ ที่เคยกำไรมหาศาลอย่าง โนเกีย ยังเจอปัญหาขาดทุน แม้แต่ เทสโก้โลตัส ห้างใหญ่ระดับโลก ก็ยังหนีปัยหาแบบนี้ไม่พ้นเช่นกัน ดังที่เราได้ยินข่าว ปลดพนักงาน จำนวนมาก เมื่อเกิดปัญหาขาดทุนขึ้นมา ทั้งนี้ล้วนมาจากการเปลี่ยนแปลงทั้งสิ้น..

5. เสี่ยงจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น ปัจจุบันชีวิตคนได้ซับซ้อนมากขึ้น จากสิ่งอำนวนความสะดวกและค่านิยมที่มีมากขึ้น ทำให้เกิดรายจ่ายแบบไม่รู้ตัว หรือต้องมีเพราะคนอื่นมี ทำให้รายจ่ายมากกว่ารายรับ จนต้องใช้เงินอนาคตจากบัตรเครดิต (บัตเป็นหนี้ เรียกแบบตรงๆ) อยากได้อะไรก็ผ่อนเอา ใช้ก่อนจ่ายทีหลัง เมื่อใช้มากขึ้นๆ จนบางคนดอกเบี้ยบัตรเครดิตในแต่ละเดือนจะมากกว่ารายได้ไปแล้ว แบบนี้จะไม่ให้เสี่ยงไปได้อย่างไร เรื่องนี้ทุกคนรู้ดี แต่จะห้ามใจได้ ฝืนกระแส นั้นก็ยากพอควร ดังนั้นแล้วการมีช่องทางรายได้เสริมเพิ่มเข้ามาจะช่วยได้มาก เพราะอัตราค่าครองชีพนั้นมันเพิ่มเร็วกว่าเงินเดือน การที่มีงานเสริม หรือธุรกิจ ที่จะเพิ่มสร้างรายรับอีกช่องทางหรือหลายๆช่องทางนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนควรคิดวางแผนไว้

 

  คนรวยมีช่องทางรายได้มากกว่าหนึ่ง เมื่อเราอ่านประวัติคนรวยหรือเศรษฐีหลายๆคนแล้ว จะรู้ว่าเขามีช่องทางทำเงิน ช่องทางสร้างรายได้มากกว่า 1 ช่องทาง ทั้งจากธุรกิจ และจากการลงทุนต่างๆ แม้แต่คนที่ร่ำรวย เริ่มต้นจากงานประจำ

หลายๆคนก็เริ่มจากการสร้างช่องทางสร้างรายได้เพิ่มให้กับตัวเอง เช่นทำงานเสริม หารายได้เสริม เริ่มสะสมลงทุนในรูปแบบต่างๆที่ไม่กระทบงานประจำ เช่น หุ้น กองทุนต่างๆ อสังหาฯ หรือรูปแบบทรัพย์สินอื่นๆ จะช่วยทำให้มีรายได้เข้ามาหรือเพิ่มมูลค่าทรัพย์สิน

 

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : bangkoktoday