ไขข้อสงสัยและข้อควรระวัง สมุนไพร “เพชรสังฆาต”

0
1237

เมื่อพูดถึงเพชรสังฆาตแล้วคนส่วนใหญ่มักจะคิดถึงสรรพคุณในการรักษาโรคริดสีดวง เพราะมีการใช้มาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ โดยจะนำเพชรสังฆาตประมาณ 1 ข้อนิ้วมือของคนไข้ ใส่ในแตงกวา ลูกกล้วย หรือห่อด้วยมะขามเปียกก่อนกลืนลงไป เพื่อไม่ให้เพชรสังฆาตสัมผัสริมฝีปากโดยตรงเนื่องจากตัวเพชรสังฆาตมีสารแคลเซียมออกซาเลตที่ระคายเคืองต่อเยื่อบุ แต่เมื่อกลืนลงสู่กระเพาะแล้วจะถูกทำให้เป็นกลาง โดยกรดจะไปจับทำให้ไม่ระคายเคืองแต่อย่างใด

     ดังนั้น คนโบราณจึงใช้น้ำมะขามเปียก เป็นน้ำกระสายยา เวลาปั้นเพชรสังฆาตเป็นลูกกลอน หรือปัจจุบันจะทำเป็นแคปซูล เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว แต่สรรพคุณของเพชรสังฆาตไม่ได้มีเพียงเท่านี้ ในหลายพื้นที่ยังใช้ในสรรพคุณบำรุงกระดูกอีกด้วย

คนอินเดียเรียกชื่อเจ้าต้นเพชรสังฆาตว่า Asthisringhala แปลว่า สมานกระดูก ซึ่งวิธีใช้นั้นเค้าจะนำเพชรสังฆาตไปผสมแป้งและสมุนไพรบางชนิด ทำเป็นยาพอกในรายที่กระดูกหักหรือกระดูกแตก

แต่ก็มีบางตำรับใช้กิน รักษาอาการปวดหลัง (Rheumatic Back Pain) หมอยาแถวราชบุรีเรียกต้นเพชรสังฆาตว่า ต้นต่อกระดูก โดยจะใช้เถาเพชรสังฆาตที่ไม่แก่ ไม่อ่อนเกินไปตำผสมกับเหล้า ทาบริเวณที่กระดูกหัก ในตำรายาไทยกล่าวว่า ราก เป็นยาพอกรักษาโรคกระดูก เถาลำต้น แก้กระดูกหัก

ไขข้อสงสัยเกี่ยวกับสมุนไพร “เพชรสังฆาต”

1. สรรพคุณของเพชรสังฆาต รักษาอะไรได้บ้าง
รักษาริดสีดวง (วิจัยพบว่าประสิทธิภาพไม่ต่างกับยารักษาแผนปัจจุบัน (Daflon) แต่ราคาถูกกว่า) และยังดีในริดสีดวงที่มีการปวดและอักเสบ เพราะเพชรสังฆาตสามารถลดอักเสบ ลดปวดได้ และยังทำให้หลอดเลือดแข็งแรง จากสารฟลาโวนอยด์ที่พบในเพชรสังฆาต ปัจจุบันใช้เป็นยารักษารักษาหลัก ในป่วยริดสีดวงทวารหนักที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร

– บำรุงกระดูก ใช้แพร่หลายในหมอพื้นบ้านและหมออายุรเวท

– เพิ่มมวลกระดูก

– สมานกระดูกที่หัก โดยกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูก และลดอาการบวมและอักเสบได้

2. ทำไมเพชรสังฆาต ถึงช่วยเรื่องบำรุงกระดูกได้หล่ะ

ในระบบของกระดูก มีการศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่าเพชรสังฆาตช่วยเสริมสร้างมวลกระดูก จากการที่มีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้เพิ่มขึ้น และเพิ่มการสร้างคอลลาเจนในเซลล์สร้างกระดูก และยังป้องกันการสูญเสียมวลกระดูกในหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ เพื่อจำลองให้เกิดสภาวะเหมือนหญิงวัยทอง โดยมีผลเทียบเท่ากับยาแผนปัจจุบัน คือ raloxifene

โดยน่าจะเป็นผลจากการที่ในเพชรสังฆาตพบสารกลุ่มไฟโตเอสโตรเจนมาก เนื่องจากในหนูที่ได้รับเพชรสังฆาต พบการเพิ่มขึ้นของระดับเอสโตรเจน และวิตามินดีในเลือด ข้อดีของเพชรสังฆาต เมื่อเปรียบเทียบกับการให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนทดแทน พบว่าเพชรสังฆาต ให้ผลดีทั้งในเรื่องของความหนา ความแข็งแรง และความหนาแน่นมวลกระดูก ขณะที่เอสโตรเจน จะไม่มีผลในเรื่องความหนาแน่นของมวลกระดูก เพชรสังฆาตยังมีฤทธิ์ลดอาการปวดได้อีกด้วย

3.เหมือนแคลเซียมรึป่าว กินแคลเซียมอยู่แล้ว

จากข้อสองจะเห็นได้ว่า เพชรสังฆาต ไม่ได้ออกฤทธิ์เหมือนแคลเซียม ซึ่งแคลเซียมเป็นแร่ธาตุตัวหนึ่ง ดังนั้นสามารถทานเพชรสังฆาตร่วมกับแคลเซียมได้

4. ขนาดยา ใช้อย่างไร

– ทานเพื่อรักษาริดสีดวงทวาร รับประทานครั้งละ 3 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร หากขนาดที่แนะนำทานแล้วระบายมากเกิน ให้ลดขนาดการทานลงมาค่ะ เนื่องจากมีฤทธิ์ระบายอ่อนๆ

– ทานเพื่อรักษาข้อเข่าเสื่อม หรือ บำรุงกระดูก รับประทานครั้งละ 1-2 แคปซูลวันละ 1-3 มื้อ หลังอาหาร

5. หากมีต้นสดปลูกอยู่ที่บ้านทำอย่างไร

– หั่นตากแห้ง บดเป็นผง คลุกน้ำมะขามเปียก ปั้นเป็นลูกกลอน ทานครั้งละ 5 เม็ด วันละ 3 ครั้งหลังอาหาร

– เถาแห้ง 1 กำมือ แช่น้ำมะขามเปียกเพื่อลดแคลเซียมออกซาเลตก่อนนำมาต้ม ต้มดื่มกับน้ำ 1 ลิตร ดื่มครั้งละ 1 แก้วกาแฟ เช้า เย็น

– ใช้เถาสด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นยัดใส่ในกล้วยน้ำว้าสุก กลืนทั้งคำลงไปเลย ไม่ต้องเคี้ยว

– ใช้เถาเพชรสังฆาตโขลกจนแหลกและเนียน พอกกระดูกที่หัก


6. กินกี่เดือนเห็นผล กินได้นานเท่าไหร่

     สามารถทานได้จนกว่าอาการจะดีขึ้น ส่วนใหญ่ทานต่อเนื่องอย่างน้อย 1 เดือนสำหรับการรักษาริดสีดวงทวาร และทานต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือนสำหรับรักษาอาการกระดูกพรุน เสื่อม แตกหัก หากทานเพื่อบำรุงกระดูก อาจทานสามเดือน พัก 1 เดือน

7. ผลข้างเคียงจากการทานเพชรสังฆาต / ข้อควรระวัง

– ไม่เคี้ยวสด เพราะจะระคายปาก คันคอ เนื่องจากมีผลึกแคลเซียมออกซาเลตเล็กๆ ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

– ยังไม่มีข้อมูลการใช้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ เพื่อความปลอดภัยฃ

– ไม่กัดกระเพาะ (มีข้อมูลว่ารักษากระเพาะได้อีกด้วย โดยออกฤทธิ์ลดการหลั่งกรด และรักษาแผลในกระเพาะอาหารได้ ด้วยกลไกเดียวกันกับยา omeprazole) แต่อาจเกิดอาการไซร้ท้อง ไม่สบายท้องได้ หากทานตอนท้องว่าง จึงแนะนำให้ทานหลังอาหาร

– อาจทำให้ช่วยระบายได้เล็กน้อย หากระบายมากไป ให้ลดขนาดการทานลง และฤทธิ์ระบายของเพชรสังฆาต เป็นฤทธิ์อ่อนๆ ไม่ได้ทำให้ติดยาระบาย หยุดทานแล้วไม่ได้ทำให้ท้องผูก

– บางรายทานแล้วแพ้ มีอาการคันยุบยิบๆ ทั้งตัว แต่ไม่มีผื่น ซึ่งพบคนแพ้น้อยมาก หากแพ้ ควรหยุดทาน

8. เพชรสังฆาตลดน้ำหนัก ได้ด้วยหรอ
     ผลดีของเพชรสังฆาตในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรืออ้วน มีการศึกษาหนึ่งทดลองในผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน โดยคัดคนที่มีดัชนีมวลกาย หรือ BMI มากกว่า 26 kg/m2 ให้ทานเพชรสังฆาตรมื้อละ 150 มิลลิกรัม ก่อนอาหาร วันละ 2 มื้อ เป็นเวลา 10 สัปดาห์ โดยไม่มีการปรับเปลี่ยนการกินและการออกกำลังกาย พบว่าน้ำหนักลดลง 8.8% (จากเดิมน้ำหนักเฉลี่ยของผู้ทดลองก่อนทานเพชรสังฆาต 98.92 กิโลกรัม ลดเหลือ 90.19 กิโลกรัม) ไขมันในร่างกายลด 14.6% เส้นรอบเอวลดลง 8.6% (จากเดิมเส้นรอบเอวเฉลี่ยของผู้ทดลองก่อนทานเพชรสังฆาต 40 นิ้ว ลดเหลือ 36 นิ้ว) และยังมีผลลดระดับโคเลสเตอรอล ไขมันตัวร้าย LDL และระดับน้ำตาลในเลือด ได้ 26.69%, 20.16% และ 14.85% ตามลำดับ

      ซึ่งผลในการลดน้ำหนักของเพชรสังฆาต มาจากการที่เพชรสังฆาตมีเส้นใย ทำให้ลดเนื้อที่ของกระเพาะอาหาร ทำให้อิ่มเร็วขึ้น และมีผลยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยแป้ง น้ำตาล และไขมัน (alpha amylase, glucosidase and lipase) ทำให้ลดการดูดซึมอาหาร และยังมีผลเพิ่มระดับซีโรโทนนิน ทำให้ร่างกายรู้สึกอิ่ม ช่วยลดสารอักเสบ คือ C-reactive protein ที่พบในเลือดของผู้ที่มีภาวะ metabolic syndrome (กลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งพบร่วมกันได้บ่อย

ความผิดปกติดังกล่าวได้แก่ความผิดปกติของไขมันในเลือด ความดันโลหิต ระดับน้ำตาล) ซึ่งผลดีของเพชรสังฆาตดังกล่าว น่าจะมีประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยที่มีปัญหา metabolic syndrom

สำหรับผู้ที่อยากคุมน้ำหนัก ยังคงแนะนำว่าต้องคุมอาหารเป็นหลัก โดยอาจทานเพชรสังฆาตรวันละ 1-2 แคปซูล หลังอาหารเช้า ต่อเนื่องซัก 10 สัปดาห์ ร่วมกับการคุมอาหาร

ในงานวิจัยให้ทานก่อนอาหาร แต่บางรายที่ทานอาจเกิดอาการไม่สบายท้อง จึงแนะนำให้ทานหลังอาหารค่ะ ทั้งนี้แล้วแต่คนด้วยค่ะ ถ้าทานก่อนอาหารได้ ก็ทานได้นะคะ ยาไม่ได้กัดกระเพาะ แต่อาจไซร้ท้อง ทำให้ไม่สบายท้องค่ะ

9.ข้อเสนอแนะ :

     ควรดูแลรักษาสุขภาพ ไม่ควรปล่อยให้ท้องผูก หรือเบ่งอุจจาระ เนื่องจากอาจทำให้อาการ หรือโรคริดสีดวงมวารหนักกำเริบได้ เช่น รับประทานผักเยอะๆ ดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ออกกำลังกายมากขึ้น เพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวของลำไส้

 

     สำหรับการกินเพชรสังฆาตในสรรพคุณบำรุงกระดูกนั้น สามารถนำเพชรสังฆาตไปต้มกินเป็นน้ำสมุนไพรได้ เพราะความร้อนจะทำให้เพชรสังฆาตไม่ระคายคอ และยังช่วยในการแก้ร้อนในกระหายน้ำได้ดี โดยมีวิธีการทำงายๆ ดังนี้

วัตถุดิบ

1. น้ำเพชรสังฆาต

2. เพชรสังฆาตสด 1 กำมือ

3. น้ำ 1 ลิตร

4. น้ำผึ้ง หรือ น้ำตาลกรวด

วิธีทำ

1. นำเพชรสังฆาตมาล้างให้สะอาด ผึ่งให้แห้ง เด็ดหนวดออก ขดเป็นม้วนขนาด 1 กำมือ

2. นำน้ำขึ้นตั้งไฟ ใส่เพชรสังฆาตลงไปต้ม เป็นเวลาประมาณ 1 – 1.30 ชั่วโมง หรือจนกว่าสีจะออกเขียวอ่อน สามารถปรุงรสด้วยน้ำผึ้งหรือน้ำตาลตามชอบ ยกลงพักไว้

ขอบคุณแหล่งที่มา : mahidol.ac.th