การทำซิอิ๊วใบหม่อนเป็นสูตรดั่งเดิม ของชาวอีสาน สามารถทำเองได้ง่ายๆ จากผลผลิตที่เราหาได้ง่ายๆๆในท้องถิ่นบ้านเรา ซึ่งสามารถใช้แทนน้ำปลาหรือซีอิ๊วได้เลยครับ จึงเอาสูตรมาแบ่งปันเพื่อนๆกันครับแต่ไม่ได้ทำนานมากแล้ว

วันนี้เลยมารื้อฟื้นแบ่งปันกันครับ เพราะว่าหลายท่านอาจกำลังมีปัญหาเรื่องการติดการใช้ผงปรุงรส หรือว่าผงชูรสกันมากครับซึ่งก็เป็นที่รู้ๆๆกันนะครับว่าไม่ดีต่อสุขภาพมาก อาจทำให้ไตเราทำงานหนักจน เกิดภาวะไตวายกันได้ครับ ที่นี้เรามาลองดูส่วนประกอบที่จะต้องมีกันก่อนนะครับว่ามีอะไรบ้างครับ

ส่วนประกอบ

1. ผลไม้รสเปรี้ยว 3 กิโลกรัม. (จะเป็น ตะลิงปลิง สับปะรด มะขาม มะยม มะดัน มะเฟือง ซักสองสามชนิดหรือว่ารวมกันก็ได้ครับ)

2.ถั่วเหลืองต้มสุก 500 กรัม.

3.น้ำตาลทรายชนิดไม่ฟอกสี 1,000 กรัม.

4.เกลือแกงเม็ดใหญ่ หรือว่าดอกเกลือ 500 กรัม (หากว่าใครอยากลดเกลือ เปลี่ยนเป็นเกลือโปรแตสเซียมคลอไรค์แทนได้ครับ ต้องลองหาที่ร้านขายยา หรือวิทยาศรมนะครับ)

5.ใบหม่อน 2 กำมือเต็มๆเลือกใบที่สะอาดไม่มีโรคและแมลง นะครับ ล้างแล้วพักให้สะเด็ดน้ำแล้วจึงมาหั่นกว้างประมาณ 1 เซ็นติเมตรครับ ไม่เอาขั่วก้านนะครับ

ขั้นตอนและวิธีทำ

1. นำถั่วเหลืองต้มสุกพักไว้ให้เย็น ใส่ลงในโหลปากกว้างไว้ล่างสุด

2. หั่นผลไม้รสเปรี้ยวที่ล้างสะอาดแล้วใส่ลงบนถั่วเหลืองต้ม

3. หั่นใบหม่อนหรือใบตำลึงก็ได้ครับใส่ลงบนผลไม้รสเปรี้ยว

4. ใส่น้ำตาลทรายแดงชนิดไม่ฟอกสี ทับบนใบหม่อนให้มิด

5. ใส่เกลือแกงชั้นบนสุดเกลี่ยให้เรียบอย่าให้ใบหม่อนโผล่ขึ้นมา น้ำตาลและเกลือจะช่วยป้องกันเชื้อราได้

6. ปิดฝาแล้วคลุมด้วยพลาสติกใช้ยางรัดให้เรียบร้อย ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 เดือนแล้วกรองน้ำมาทำน้ำปรุงรสใส่อาหารได้ทุกชนิด ส่วนกากที่เหลือหมักต่อตามสูตรเดิม แล้วทิ้งไว้ประมาณ 2-3 เดือนแล้วกรองน้ำมาใช้ปรุงรสได้อีกแต่จะได้เร็วขึ้นเนื่องจากเรามีหัวเชื้อเดิมอยู่แล้วครับ

 

 

โดยการเอากากเดิมขึ้นมากลบไว้ด้านบนหลังจากเรียงชุดใหม่ลงไปแล้วนะครับแต่ว่าน้ำตาลและเกลืออยู่ด้านบนสุดเหมือนเดิมนะครับ เท่านี้เองเราก็ได้ซิอิ๊วใบหม่อน ไว้ปรุงอาหารได้อร่อยไม่ต้องง้อผงชูรสกันแล้วครับ

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมจึงต้องมีใบหม่อนด้วย ในใบหม่อนทราบกันไหมครับว่า มีสารคล้ายโมโมกลูตาเมต หรือว่าสารให้ความอร่อยที่มีในผงปรุงรสต่างๆๆครับ แต่เป็นสารธรรมชาติไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายใดๆๆเลยครับ จึงทำให้เราทานอาหารได้อร่อยอย่างปลอดภัยกันครับ

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก : สุดยอดสมุนไพรและตำรับยาไทย เครือข่ายนายหลินจือ

เรียบเรียงโดย : longlongdo.com