เห็นว่าโพสต์กันมาก เลยเป็นห่วง งานนี้ สำหรับ ช้องมาศครับ อย่าหาว่าผมขวางโลกนะครับ ห่วงใยโดยแท้ครับ ผมอ่านเยอะมาก สิ่งหนึ่งที่กลัวคือ โพสต์ด้านโภชนวิทยาของโรงพยาบาลทั้วไทยดูเหมือนจะเป็นการเพิ่มผู้ป่วยแทบทั้งสิ้น ก็คือว่าพายเรือวนในอ่างนั่นแหละครับลองอ่านเยอะๆแล้วจินตนาการดูครับ ใครยังไม่มีจินตนาการก็ไปอ่านเรื่อง จินตนาการของไฝดู เข้าเรื่องครับ

 

น้ำมะนาวโซดา อ่านให้ถึงแก่น ก่อนแชร์หรือเชื่อ

สรุปให้อ่านง่ายๆ เรื่องน้ำมะนาว+โซดานี้ เข้าใจว่าต้นเรื่องคนคิด ได้นำเอาสองทฤษฎีมายำรวมกัน นั่นคือ ทฤษฎีเรื่องของเบคกิ้งโซดาและทฤษฎีเรื่องของมะนาว มาพิจารณาทีละอย่างนะครับ

“โซดา”
ต้นเรื่องของคำว่า “โซดา” น่าจะมีที่มาจากข่าวน่าตื่นเต้นชิ้นหนึ่งเมื่อกลางปี 2555 ที่สหรัฐอเมริกา โดย Mark Sircus ได้รับทุน 2 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ให้ทำการศึกษาถึงผลของการใช้ Sodium Bicarbonate (NaCO3) หรือที่เรียกง่ายๆว่า baking soda เบคกิ้งโซดา ซึ่งมีสภาวะความเป็นด่างสูงในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง

Acid cancer tumor

การศึกษา ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงที่ว่า เซลล์มะเร็งมีสภาพเป็นกรดและเจริญเติบโตได้ดีในภาวะร่างกายที่เป็นกรด ดังนั้นการใช้เบคกิ้งโซดาซึ่งมีความเป็นด่างสูงเข้าไปเพื่อทำลายเซลล์มะเร็งจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ (คนคิดค้นเรื่องนี้ท่านแรกคือ Tullio Simonchini ) แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ทางผู้ทำการศึกษาได้ย้ำว่า การใช้เบคกิ้งโซดาในการรักษานี้ หากเป็นไปได้จริงโดยมีข้อพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และทางการแพทย์รองรับและได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการจากองค์การอนามัยโลก กระนั้นก็ตามมันก็จะเป็นเพียงการรักษาเสริมเท่านั้น

เริ่มเห็นเค้ามั้ยครับ ว่าคำว่า “น้ำโซดา” มาจากไหน … เข้าใจว่า คงมีบางท่านไปอ่านเจอบทความนี้เข้า และทึกทักเอาว่า โซเดียมไบคาร์บอเนต หรือเบคกิ้งโซดา ก็คือน้ำโซดา(อาจยังศึกษาไม่เพียงพอ) เลยหวังดีแล้วก็จับแพะชนแกะไปบวกกับอีกทฤษฎีหนึ่งเรื่องการดื่มน้ำมะนาวรักษามะเร็ง จึงได้เอาสองเรื่องที่มาจากคนละทิศละทางจับยำเข้าด้วยกันเป็นน้ำโซดา+มะนาว

“มะนาว”
มาถึงมะนาว แนวคิดการใช้มะนาวรักษาโรคมะเร็งนี้ มาจากทฤษฎีการบำบัดรักษาโรคมะเร็งทางเลือกด้วยการบริโภคอาหารที่เป็นด่าง หรือ Alkaline Diets ซึ่งคล้ายคลึงกับที่กล่าวมาแล้วข้างต้น นั่นคือ เซลล์มะเร็งมีสภาวะเป็นกรด

ดังนั้นการรับประทานอาหารที่เป็นด่างสูงมากเข้าไปจะช่วยปรับค่า pH ในตัวผู้ป่วยให้มีความเป็นด่างมากขึ้นจนเซลล์มะเร็งฝ่อไป สมมุติฐานนี้มากจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ สรุปได้ว่า คือ เซล์มะเร็งจะเจริญเติบโตได้ดีในภาวะที่เป็นกรดสูง (ค่า pH ต่ำกว่า 7 มากๆ) และในสภาวะที่ร่างกายเป็นด่างถึงระดับค่า pH ประมาณ 8.5 เซลล์มะเร็งจะค่อยๆ ตายไป

และเป็นความจริงที่ว่าโรคร้ายแรงทั้งหลายเกิดจากความไม่สมดุลของค่า pH ในเลือดหรือในบริเวณรอบๆ เซลล์ที่เกิดปัญหา ดังนั้นทฤษฎีน้ำด่างไม่ใช่เรื่องโคมลอย และก็มาจากหลักการของ Alkaline Diets เช่นกัน

คุณว่ามะนาวเป็นกรดหรือด่าง… มะนาวเป็นอาหารที่เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้วจะเกิดสภาวะเป็นด่าง จัดเป็น alkaline food (อาหารที่เป็นด่างมีสองแบบครับ คือ ตัวมันมีค่า pH เป็นด่าง กับอีกแบบคือ เมื่อร่างกายรับเข้าไปและผ่านระบบการย่อยจะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายให้สูงขึ้นจนมีสภาวะเป็นด่าง)

ตามทฤษฎีนี้ จึงเชื่อว่าการกินมะนาวเข้าไป โดยการบีบใส่น้ำ(ผมย้ำที่คำว่าน้ำนะท่าน)ที่มีค่า pH เป็นกลาง จะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายได้ นักโภชนวิทยาจึงได้จัดให้มะนาวเป็นอาหารประเภทด่าง แต่การกินร่วมกับน้ำโซดาตามอ้างนั้น มันไม่ใช่นะครับ เพราะน้ำโซดาคือสารละลายของคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีสภาวะเป็นกรดสูง (ค่า pH ประมาณ 3.0-4.0) มันคนละขั้วกับเบคกิ้งโซดาเลย (ค่า pH ของ baking soda ประมาณ 8.5-9.0) มันต่างกันชนิดฟ้ากับเหว

เอาแล้วมั๊ยล่ะ อย่าเพิ่งเครียด อ่านต่อไปครับ ดังนั้น การบริโภคมะนาวตามทฤษฎี Alkaline Diets นั้น เป็นไปได้เพื่อปรับค่า pH ในร่างกายดังที่มีหลายสำนักในต่างประเทศเค้าก็แนะนำกัน แต่ไม่ใช่เป็นการใช้กรดมะนาวฆ่าเซลล์มะเร็งอย่างที่กล่าวอ้่างกัน (อย่าลืมนะ…ความเป็นกรดของร่างกายคือสภาวะที่เซลล์มะเร็งเติบโตได้ดีที่สุด)

การบริโภคอาหารที่เป็นด่าง (Alkaline Diets)
มีอาหารหลายชนิดที่มีค่าความเป็นด่างสูง อาทิ คะน้า คึ่่นฉ่าย ถั่วงอก แตงกวา ผักโขม วอเตอร์เครส บาร์เล่ย์ วีทกราส เมล็ดฟักทอง เมล็ดอัลมอนด์ ใบเพรสลีย์ น้ำมันมะกอก หญ้าหวานหรือน้ำตาลจากหญ้าหวาน (พวกน้ำตาลขัดสีทั่้วไปและสารทดแทนน้ำตาลทั่วไป มีความเป็นกรดสูงมากนะครับผมฆ่าให้ได้อ่านกันแล้ว)

ผักและผลไม้ที่ีมีสีเขียวเข้ม ฯลฯ ค่า pH ของเลือดและระบบสำคัญๆต่างๆ ในร่างกายของคนสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์อยู่ที่ประมาณ pH 7.4 ซึ่งหมายถึงมีความเป็นด่างเล็กน้อย จากค่าเต็มสเกลของ pH คือ 14 หากว่าค่า pH นี้ต่ำกว่า 7 หมายความว่ายิ่งมีความเป็นกรดและมีปริมาณอ็อกซิเจนยิ่งน้อย เป็นภาวะที่เชื้อโรคและโรคภัยต่างๆ ชื่นชอบเป็นพิเศษ (ตรวจ pH เลือดปรึกษา คุณ เจริญ ครับ)

จำไว้ ยิ่งภาวะร่างกายมีความเป็นกรดมาก นั่นคือ แก่เร็ว เหี่ยวเร็ว ถ้าผู้หญิงก็สามีเบื่อเร็ว (ขอโทษที่หยาบคาย)และเกิดภาวะของเหลวมากเกินหรือที่เรียกว่าบวมน้ำ และโรคต่างๆ

โดยเฉพาะการกลายเซลล์เป็นเซลล์มะเร็ง การรับประทานอาหารที่มีความเป็นด่างจะช่วยปรับค่า pH ในร่างกายและทำให้เกิดกระบวนการสร้างอ็อกซิเจนในเซลล์ต่างๆ ทำให้การทำงานของอวัยวะภายในเป็นไปอย่างสมบูรณ์และยังเป็นปราการป้องกันโรคภัยได้ดี

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เราควรวางโซดาไว้ไกล ๆ ตัว งานวิจัยล่าสุด ตีพิมพ์ในวารสาร FASEB แสดงให้เห็นว่าโซดาและอาหารผ่านกรรมวิธีทั้งหลายที่กำลังโด่งดังอยู่ในขณะนี้มีระดับฟอสเฟตสูงเกินขีดจำกัด

นักวิจัยพบว่าระดับฟอสเฟตที่สูงเกินขนาดนี้มีส่วนในการเร่งกระบวนการแก่ชรา นอกจากนั้นยังมีส่วนในการเพิ่มโรคที่สัมพันธ์กับอายุ เช่น โรคไตเรื้อรัง และโรคกล้ามเนื้อและผิวหนังฝ่อลีบรุนแรง (ใครที่กินมานานสังเกตุดูเอาเองได้) ลองไปอ่านงานวิจัยเยอะๆ ครับ ท่านต่อไปนี้ก็ไม่เลวครับ

M. Shawkat Razzaque นักศึกษาแพทย์ระดับปริญญาเอก จากภาควิชาโรคติดเชื้อและภูมิคุ้มกันวิทยา กล่าวว่า เราควรทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีระดับฟอตเฟตเหมาะสมจะช่วยให้เรามีสุขภาพแข็งแรงและอายุยืนขึ้น การหลีกเลี่ยงพิษจากฟอตเฟตจะช่วยให้ชีวิตเรามีความสุขขึ้น

Razzaque และคณะ ก็เขียนไว้น่าอ่าน

นายแพทย์ Gerald Weissmann บรรณาธิการวารสาร FASEB กล่าวว่า โซดาเป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนชนิดหนึ่งซึ่งผู้คนทั่วโลกหลายล้านคนนิยมบริโภค โดยลืมนึกถึงพิษภัยจากฟอสเฟตที่ปนเปื้อนมาด้วย งานวิจัยนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่บอกเราว่าความสมดุลของฟอสฟอรัสในร่างกายมีอิทธิพลต่อกระบวนการแก่ชรา การบริโภคอาหารขยะพวกนี้ก็เหมือนกับการเร่งร่างกายให้แก่เร็วขึ้นนั่นเอง (เริ่มเสียวหรือยังครับท่าน)

ขอบคุณข้อมูลจาก : อาจารย์ สันติ

เรียบเรียงโดย : ลองลองดู.com