หากไม่เกิดเรื่องนี้ คงนึกไม่ถึง พลเมืองดี เก็บบัตรATMได้แต่เรื่องดันไม่เป็นอย่างคิด

0
6

นับเป็นอุทาหรณ์ สอนใจได้ดีเลยทีเดียว สำหรับเหตุการณ์ หนุ่ม พลเมืองดี เก็บบัตร ATM ได้ โพสต์ตามหาเจ้าของลงโซเชียล แต่แต่กลับถูกมิจฉาชีพนำหมายเลขบนบัตร ไปใช้ เพราะไม่เซ็นเซอร์เลขบัตร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีหนุ่มผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้หวังดีโพสต์รูปบัตร ATM ธนาคารกรุงเทพ เพื่อประกาศตามหาเจ้าของ หลังตนเองเจอบัตร ATM ค้างอยู่ในเครื่อง

ในเวลาต่อมาผู้สื่อข่าวได้เข้าสัมภาษณ์ นายภณกฤศ พลจันทึก อายุ 34 ปี พนักงานขๅยเครื่องดนตรี พลเมืองดีผู้โพสต์ เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขณะที่ตนกำลังเดินออกมาจากห้องน้ำ ผ่านบริเวณด้านหน้าตู้เอทีเอ็มของธนาคารกรุงเทพ ได้ยินเสียงตู้เอทีเอ็มร้อง และเมื่อตนมองดูก็พบว่า มีบัตรเอทีเอ็มใบหนึ่งเสียบคาอยู่ตรงช่องเสียบบัตร จึงรีบนำบัตรเอทีเอ็มไปแจ้งที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ของศูนย์การค้า และได้ใช้โทรศัพท์มือถือถ่ายรูปบัตรเอทีเอ็มไว้ ก่อนนำรูปภาพไปโพสต์ตามหาเจ้าของในโซเชียล

แต่ตนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ได้โพสต์รูปภาพบัตรเอทีเอ็มไปโดยไม่ได้ปิดบังหมายเลขบัตรเอทีเอ็ม และหมายเลข 3 ตัวด้านหลังบัตร ทำให้มีมิจฉาชีพฉวยโอกาส นำหมายเลขบัตรเอทีเอ็มไปซื้อสินค้าออนไลน์ ทำให้เจ้าของบัตรตัวจริง สูญเสียเงินในบัญชีไปกว่า 20,000 บาท

ซึ่งหลังเกิดเหตุพลเมืองดีได้ขอโทษเจ้าของบัตรตัวจริงแล้ว โดยเจ้าของบัตรไม่ได้ติดใจ และยังได้ขอบคุณตนที่ได้เก็บบัตรเอทีเอ็มมาคืนให้

อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเหตุการร์นี้ชาวเน็ตแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้จำนวนมาก บ้างก็ตำหนิคนเก็บบัตรได้ที่ไม่เซ็นเซอร์เลขบัตรก่อน อีกด้านก็เห็นใจที่เป็นพลเมืองดี ซึ่งไม่ได้มีเจตนาทำให้เกิดความเสียหาย นอกจากนี้หลายคนยังสงสัยว่าโจรรู้รหัสบัตรได้อย่างไร แถมใช้เวลาเพียง 10 นาทีເท่านั้น

รวมถึงมองว่าคนร้ายน่าจะใช้เลขบัตรไปทำธุรกรรมออนไลน์ เพราะบัตรที่โพสต์เห็นทั้งเลขหน้าและเลขหลัง 3 ตัวชัดเจน เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์เรื่องการโพสต์บัตรต่าง ๆ ลงโซเชียลต้องเบลอเลขบัตร ให้รอบคอบก่อนโพสต์ ไม่งั้นอาจจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีกได้ในภายภาคหน้า

ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลที่กล่าวมานี้ มีเจตนาที่เขียนบทความนี้เพื่อให้ช่วยเตือนและเป็นอุทาหรณ์ ให้แก่คนที่อาจจะเจอเหตุการณ์ในลักษณะนี้ได้ เพราะแม้ว่าการประกาศตามหาในโซเซียลจะทำให้เจอเจ้าของได้รวดเร็วแต่ก็แฝงไปด้วยช่องโหว่ให้มิจฉาชีพเหมือนกัน และหากไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็จะไม่มีกรณีศึกษาแบบนี้ให้เราได้ระวังตัวกัน

แหล่งที่มา : liekr.com

เรียบเรียงโดย : manoodped.com

longlongdo.com